เฮ้ยจริงดิ! แค่ดื่มน้ำผิดวิธี อาการเหล่านี้อาจมาเยือนคุณได้

 

เฮ้ยจริงดิ! แค่ดื่มน้ำผิดวิธี อาการเหล่านี้อาจมาเยือนคุณได้

 

แค่ดื่มน้ำผิดๆ ก็ทำให้ป่วยได้งั้นหรือ?เราขอบอกดังๆ ว่า ใช่สิ โรคพื้นฐานอย่างปวดหัว ปวดหลัง เซื่องซึม ไม่มีพลังฯลฯ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกวันจากสาเหตุง่ายๆ แค่การดื่มน้ำไม่เป็น

 

เมื่อร่างกายเป็นโรค บางทีเราอาจต้องใช้หลักธรรมชาติมาช่วย เช่นเดียวกับหลักธรรมชาติที่มีมานานหลายพันปีอย่างศาสตร์อายุรเวทที่เชื่อในการรักษาความสมดุลของธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เพื่อให้เราสุขภาพดียาวนาน ไม่ว่า ธาตุดิน (เนื้อหนัง, อวัยวะ), ธาตุน้ำ (เลือด,น้ำเหลือง), ธาตุลม (อากาศธาตุ), ธาตุไฟ (ความร้อน, พลังงาน) และความว่างเปล่า ธาตุทั้งหมดจะทำงานร่วมกันตามสถานการณ์และช่วงเวลาที่แตกต่าง แต่ที่สุดแล้วการทำงานของทุกธาตุต้องอยู่บนความพอดี ไม่มากไม่น้อย ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

 

 

Advertisements

 

ซึ่งการแก้ก็คือการทำให้ธาตุนั้นๆ ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งผ่านการปรับอาหาร การออกกำลัง การทานสมุนไพร และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งแน่นอนว่าการดื่มน้ำเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญ หากยังไม่เชื่อลองมาดูจากอาการเหล่านี้

 

สิ่งที่เราทำ: ดื่มกาแฟเย็น ชาเย็นตอนเช้า

 

สิ่งที่เป็น: รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นไปทั้งวัน

 

เป็นเรื่องชินตากันใช่มั้ย ที่หนุ่มสาวออฟฟิศเดินถือแก้วกาแฟเย็น ชาเย็น นมเย็นในช่วงเช้าๆ ก่อนเข้าออฟฟิศ กินคู่กับขนมปังสักก้อน หรือข้าวเหนียวหมูปิ้งให้พออิ่มท้อง ปากบอกว่ารู้สึกดี อร่อยถูกใจ แต่พอผ่านวันไปกลับรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายท้อง ไม่กระปรี้กระเปร่า ซึ่งในทางอายุเวทแล้ว ช่วงเวลาเช้าๆ แบบนี้คือช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น การราดน้ำเย็นเข้าสู่ร่างกายจึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง

 

พูดให้ถูกต้องก็คือยามเมื่อร่างกายตื่น ควรที่จะค่อยๆ ขยับร่างกาย ค่อยๆ ลุกจากเตียง ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องสักแก้วหลังตื่น (ก่อนแปรงฟัน) หรืออาจเป็นน้ำอุ่นบีบมะนาวเล็กน้อยสักแก้วเพื่อช่วยดีท็อกซ์ร่างกายและเพื่อให้การขับถ่ายดีขึ้น จากนั้น จึงอาบน้ำแล้วอย่าลืมที่จะรับประทานอาหารเช้า นั่นคือมีสารอาหารครบทุกหมู่เพื่อเติมพลังให้พร้อมใช้ได้ทั้งวัน ตามด้วยน้ำไม่เย็นสักเล็กน้อยหรือน้ำอุ่นเพื่อส่งเสริมการย่อย หรือหลังจากที่อาหารย่อยสักพักแล้วจะดื่มกาแฟหรือช้าอุ่นๆ สักแก้วก็ไม่ว่ากัน ทั้งนี้ ชาและกาแฟไม่เหมาะอย่างยิ่งในช่วงท้องว่าง เพราะจะเร่งให้ร่างกายหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การดื่มหลังอาหารจึงเป็นเรื่องที่ถูกแนะนำมากกว่า

 

การดื่มน้ำเย็นจัดในช่วงเช้าไม่เพียงทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญมากขึ้นเท่านั้น แต่น้ำเย็นจะเข้าไปจับไขมันของอาหารที่เราทานและทำให้ย่อยยากอีกด้วย มากไปกว่านั้น ไขมันเหล่านี้จะไปเกาะตามทางเดินอาหาร โดยเฉพาะตามรอยหยักของลำไส้ซึ่งเป็นผลให้ดูดซึมสารอาหารไม่เต็มที่ เกิดไขมันตกค้าง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย ขาดความกระปรี้กระเปร่านั่นเอง (การดีท็อกซ์ลำไส้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้) แตกต่างจากคนที่มีลำไส้เป็นปกติที่มักมีความแข็งแรง สดชื่นมากกว่า

 

สิ่งที่เราทำ: ดื่มน้ำมากๆ ระหว่างมื้ออาหาร

 

สิ่งที่เป็น: ปวดหัว คอ บ่า ไหล่

 

ในทางอายุรเวท ธาตุที่จะทำงานหลักๆหลังมื้ออาหารคือธาตุไฟ ที่มีหน้าที่ย่อยอาหารและแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไป (ลองสังเกตดูสิ เวลาเราหิวๆ ตัวเราจะร้อน เพราะธาตุไฟเตรียมอุ่นตัวเองก่อนเริ่มทำงาน) คล้ายๆ เตาปฏิกรณ์และส่งพลังงานให้ร่างกายไว้ใช้ระหว่างวัน แปลได้ว่าหากเราทำลายการทำงานของไฟ (ด้วยน้ำมากๆ หรือน้ำเย็นๆ) ร่างกายก็จะเสียความสมดุลในทันทีซึ่งในที่นี้ไม่ต่างจากการเอาน้ำไปดับไฟนั่นเอง ทั้งยังเป็นเรื่องที่เราทำกันจนเสียนิสัยอีกด้วยกับการดื่มน้ำมากๆ หลังอาหาร รวมทั้งการดื่มน้ำเย็นจัดหรือน้ำอัดลมระหว่างมื้อ

 

หากเรายังดื้อแพ่งดื่มน้ำเย็นอะไรจะเกิดขึ้นงั้นหรือ ผลก็คือร่างกายจะหยุดการย่อยไว้ก่อน คล้ายๆ กระเพาะช็อกเกร็งจากความเย็น แล้วให้ธาตุไฟอุ่นน้ำและอาหารในท้องทั้งหมดเกิดความอุ่นก่อน จากนั้นก็จะค่อยเริ่มกระบวนการย่อย ซึ่งเท่ากับว่าระหว่างที่รอให้ท้องอุ่นนั้นอาหารเกิดการบูดเน่า ทำให้เกิดแก๊ซ เกิดลมเข้าแล้ว ร่างกายในเวลานี้จึงมีลมกระจายอยู่ทั่วร่างกาย อาจถูกระบายออกด้วยการผายลมบ้าง เรอบ้าง และบางส่วนที่ระบายออกไม่ได้ก็จะกระจายไปตามเส้นต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นสาเหตุของการปวดหัว ปวดบ่า ไหล่ แบบไม่ทราบสาเหตุ น้อยคนที่จะรู้ว่าลมในร่างกายทำให้เราป่วยไข้ได้ การรักษาในแผนตะวันออกจึงมีเรื่องการนวดรีดเส้นเข้ามาช่วยนั่นเอง เมื่อรู้แล้วว่าร่างกายต้องการไฟในการย่อย การดื่มน้ำระหว่าง/หลังมื้อที่เหมาะสมจึงเป็นการดื่มน้ำอุณหภูมิปกติและดื่มเล็กน้อยแค่พอช่วยย่อย จากนั้น ทิ้งให้ร่างกายอบอุ่นและให้ไฟทำงานตามธรรมชาติ ผลลัพธ์คือการย่อยทำงานตามปกติแล้วค่อยดื่มน้ำมากหรือน้ำเย็นระหว่างวันแทน ส่วนคนที่มีอาการปวดแบบนี้บ่อยๆ อาจลองสังเกตการดื่มน้ำของตนเองดูว่าดื่มน้ำมาก หรือดื่มน้ำเย็นระหว่างมื้อหรือไม่ รวมทั้งคนที่ท้องอืด ท้องเฟ้อบ่อยๆ เพราะลมเกิดขึ้นได้จากการดื่มน้ำไม่เป็น พอๆ กับระบบย่อยที่ผิดปกติ ทั้งนี้ การดื่มน้ำเย็นนั้นทำได้ แต่ควรเป็นระหว่างวัน ทางที่ดีที่สุดนั้นควรดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ไปทั้งวันเพื่อสุขภาพที่สมดุลแข็งแรง

 

สิ่งที่เราทำ: ดื่มนม ดื่มน้ำก่อนนอน

 

สิ่งที่เป็น: นอนฝันร้าย ตื่นแล้วรู้สึกอ่อนล้า

 

เป็นเรื่องที่ถกเถียงเสมอว่าการดื่มน้ำก่อนนอนทำแล้วดีหรือไม่ ศาสตร์อายุเวทเชื่อในเรื่องนาฬิกาของร่างกาย (Body Clock) ที่เราควรทำให้ร่างกายตื่นตัวในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและควรผ่อนคลายในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เท่ากับว่าการรับประทานอาหารเย็นไม่ควรช้าไปกว่าเวลา 18.00 น. เพราะร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงการพักผ่อน คือให้กระเพาะอาหารได้ย่อยสัก 2-3 ชั่วโมงแล้วหลังจากนั้นก็ควรหยุดรับอาหารทุกชนิดเพื่อให้ระบบย่อยพักการทำงาน และให้การนอนหลับเข้าสู่ภวังค์อย่างเต็มที่ แนวทางสมัยใหม่ที่เราคุ้นหูอาจแนะนำต่างไปว่า ก่อนนอนนั้นควรดื่มน้ำให้มากเพื่อให้พร้อมกับการขับถ่ายตอนตื่น แต่อายุรเวทไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะแทนที่ธาตุไฟจะได้พักกลับต้องตื่นมาทำงานในการย่อย นอกจากนั้นไตที่ถึงเวลาฟื้นฟูตัวเองตามเวลาของนาฬิการ่างกายกำหนดไว้นั่นคือประมาณสี่ทุ่ม ก็ยังต้องทำงานหนักและกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาปัสสาวะระหว่างนอน ทำให้การพักผ่อนถูกขัดขวางไปด้วย ผลคือนอนไม่เต็มอิ่ม ทางที่เหมาะกว่าจึงเป็นการหยุดดื่มน้ำก่อนนอน (หากกระหายจริงๆ การจิบน้ำอุ่นเพียงเล็กน้อยนั้นกระทำได้) เพื่อให้ร่างกายได้หลับสบาย หลับลึก และให้เราใช้ช่วงเวลานี้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะตื่นมาแล้วดื่มน้ำตามปกติ

 

การทำงานของร่างกายไม่มีอะไรซับซ้อนหากเราสังเกตตัวเองและหมั่นฟังเสียงภายในร่างกาย การดื่มน้ำก็เช่นกันที่เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมากที่เราปรับเปลี่ยนได้ ดื่มให้พอดีกับขนาดร่างกาย ดื่มมากขึ้นได้หากออกกำลังหรือกระหาย จิบระหว่างวันบ่อยหน่อยให้เลือดไหลเวียนดี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพื้นฐานสุขภาพที่ดี โรคภัยเล็กน้อยไม่มากวนใจ

 

เคล็ดดื่มน้ำตำรับอายุรเวท

การดื่มน้ำเย็นไม่ได้ถูกปฏิเสธซะทีเดียว แต่ควรดื่มหลังออกกำลังกายเพื่อปรับอุณหภูมิ และควรค่อยๆ จิบ แทนที่จะดื่มจำนวนมากในคราวเดียว

การดื่มชาเป็นเรื่องดี แต่จะดีกว่าหากดื่มพร้อมของกินเล่นหรือให้มีอาหารไปพร้อมๆกันด้วย เพื่อไม่ให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารจากฤทธิ์ชา

หากร่างกายมีไข้ การดื่มน้ำเย็นเล็กน้อยนั้นช่วยลดไข้ได้ ไม่ใช่การดื่มน้ำอุ่นอย่างที่เข้าใจ เพราะร่างกายกำลังร้อนจึงต้องการระบายร้อน

การดื่มน้ำเย็นจัดระหว่างวันนั้นทำได้ และทางที่ดีไม่ควรเป็นน้ำอัดลมเพราะหากแก๊ซไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้ ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยต่างๆ

 

เครดิต: http://www.lisaguru.com/health/h20009/