ชมวัง 5 แผ่นดิน ยืนหยัดงดงามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

5 วัง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น วัง 5 แผ่นดิน มีประวัติความเป็นมายาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังคงยืนหยัดงดงามมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของคนรุ่นหลังด้วย

พระราชวังและพระตำหนักในเขตกรุงเทพ ฯ มีอยู่หลายที่ด้วยกัน แต่ละที่ต่างก็มีประวัติ ความเป็นมา และอายุต่างกัน สำหรับวันนี้เราจะพาไปชม 5 วัง ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานจนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "วัง 5 แผ่นดิน" ซึ่งทั้ง 5 วังนี้ถูกสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รวมแล้วมีอายุกว่า 100 ปี แต่ความสวยสดงดงามยังเหมือนเดิม อีกทั้งบางแห่งยังเปิดให้เข้าชมเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าไปเยี่ยมชมพร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทยอีกด้วย

1. วังบางขุนพรม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5)

เพื่อสร้างวังบางขุนพรมขึ้นมา สำหรับใช้เป็นที่ประทับถาวรและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งมีสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงเป็นพระธุระจัดการการก่อสร้างในระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาในต่างประเทศ โดยแล้วเสร็จและมีพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ วันที่ 28 ธันวาคม 2449

สถาปนิกใช้สถาปัตยกรรมแบบบาโรกและโรโกโกในการออกแบบ วังบางขุนพรหมจึงมีโครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน ผนังรับน้ำหนัก มีโครงสร้างหลังคาไม้เนื้อแข็ง มุงด้วยกระเบื้องว่าว หลังคาเป็นทรงมังซาร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นหลังคาสองชั้นซ้อนกันโดยมีความลาดของหลังคาแต่ละชั้นไม่เท่ากัน หลังคาชั้นล่างมีหน้าต่างเล็ก ๆ อย่างที่เรียกว่า ดอร์เมอร์ ยื่นออกจากหลังคาห่างกันเป็นระยะเท่า ๆ กัน

ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังจากการจัดทำพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2536

รายละเอียดการเข้าชม

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดให้บริการเข้าเยี่ยมชมเป็นรายบุคคลและหมู่คณะโดยไม่เก็บค่าบริการเข้าชม

ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ระหว่างเวลา 9.00-12.00 น. และ 13.00-16.00น. และในวันเสาร์ ระหว่างเวลา 10.30-16.00 น.

2. พระที่นั่งวิมานเมฆ

พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นพระที่นั่งไม้สักที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต ใน พ.ศ. 2444 ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ถึง 81 ห้อง ภายในบริเวณมีต้นไม้มากมาย ให้บรรยากาศร่มรื่น ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบวิกตอเรีย-ไทยประยุกต์ มีความงดงามประณีตและได้รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก ออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอลในภาษาอังกฤษ คือสร้างเป็นรูปสองแฉกตั้งฉากกัน เป็นอาคาร 3 ชั้น โดยชั้นล่างสุดก่ออิฐถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทอง

ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงขอพระบรมราชานุญาตซ่อมพระที่นั่งวิมานเมฆ เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันพระที่นั่งวิมานเมฆเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในความดูแลของสำนักพระราชวัง รวมทั้งหมู่พระตำหนักของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในด้วย

รายละเอียดการเข้าชม

- ราคาบัตร เด็ก นักเรียน นักศึกษา 20 บาท คนไทย 75 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท

- ปิดจำหน่ายบัตรเวลา 15.15 น. และรอบสุดท้ายเข้าชมเวลา 15.30 น.

- เปิดทำการวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์)

- ตั้งแต่เวลา 09.30 - 16.00 น.

***หมายเหตุ ปัจจุบันพระที่นั่งวิมานเมฆปิดเพื่อการซ่อมแซมและยังไม่ได้กำหนดวันเปิดทำการ

3. พระราชวังพญาไท

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2452 ทรงพระราชทานนามให้ว่า "พระตำหนักพญาไท" หรือ "วังพญาไท" ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ได้รับการสถาปนาเป็นพระราชวังพญาไท ซึ่งในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้ ฯ ให้สร้างเป็นเมืองจำลองดุสิตธานี หรือเมืองประชาธิปไตยย่อส่วนขึ้นเพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 ทรงพระราชทานให้คณะราษฎรนำวังพญาไทสร้างโรงพยาบาล และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาจนปัจจุบัน

สิ่งก่อสร้างในเขตวังพญาไท

- พระที่นั่งพิมานจักรี อาคารอิฐแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์กับโกธิค เหนือบานประตูจารึกอักษรพระปรมาภิไธย ร.6 สำหรับห้องชั้นล่าง มีจิตรกรรมสีปูนแห้งอันสวยงาม ส่วนที่ประทับอยู่บริเวณชั้น 2

- พระที่นั่งไวยกูณฐเทพสถาน อาคารมีลักษณะแบบโรมาเนสก์ เดิมเป็นพระที่นั่งสูง 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูน ได้มีการต่อเติมชั้น 3 ขึ้นภายหลังเพื่อจัดเป็นห้องพระบรรทม เคยเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯ ที่พญาไท

-พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส หรือชื่อเดิมว่า พระที่นั่งลักษมีพิลาส ตามพระนามของพระนางเธอลักษมีลาวัณ พระชายา เป็นพระที่นั่งสูง 2 ชั้น ก่ออิฐ ฉาบปูน มีโดมขนาดเล็ก ลักษณะอาคารเป็นแบบอิงลิช โกธิค มีทางเชื่อมต่อกับพระที่นั่งพิมานจักรีในระดับชั้น 2 ใช้เป็นที่รับรองของเจ้านายฝ่ายใน ที่ฝาผนังตอนใกล้เพดานและเพดาน มีจิตรกรรมลักษณะแบบอาร์ท นูโว เป็นลายดอกไม้

- พระที่นั่งเทวราชสภารมณ์ เป็นท้องพระโรงเดิมในสมัยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยังปรากฏอักษรพระนามาภิไธย ส.ผ. (พระนามเดิม สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี)

- พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ เดิมมีอาคารซึ่งเรียกกันว่า ตึกคลัง ส่วนพระที่นั่งองค์นี้น่าจะสร้างขึ้นในระยะหลัง จึงมีลักษณะต่างไปจากพระที่นั่งองค์อื่น ๆ

- พระตำหนักเมขลารูจี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักองค์น้อยขึ้นหนึ่งองค์ที่ริมคลองพญาไทตอนกลาง

- อาคารเทียบรถพระที่นั่ง มีลักษณะอาคารแบบนีโอคลาสสิค โดยอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพิมานจักรี สำหรับเป็นลานเทียบรถพระที่นั่งและห้องพักคอยผู้รอเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

- สวนโรมัน จัดแต่งสวนแบบเรขาคณิต ประกอบด้วยศาลาในสวน ซึ่งเป็นศาลาแบบโรมันศาลาทรงกลมต่าง ๆ มีหลังคาโดมรับด้วยเสาแบบคอรินเทียนขนาบด้วยศาลาแบบโปร่งโล่งไม่มีหลังคา ซึ่งกำหนดขอบเขตด้วยเสาแบบเดียวกันกับโดม รองรับคานที่พาดด้านบน ประดับด้วยตุ๊กตาหินอ่อนแบบโรมันบริเวณบันไดทางขึ้นซึ่งต่อเนื่องกับด้านหน้าที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแนวเดียวกับโดม

รายละเอียดการเข้าชม

เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมใน วันอังคาร, พฤหัสบดี เวลา 13.30 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ (เว้นวันหยุดต่อเนื่อง) ในเวลา 09.30 และ 13.30 น. โดยมีวิทยากรนำชม ไม่เสียค่าใช้จ่าย

หากสนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสอบถามรายละเอียดได้ที่ ชมรมคนรักวัง โทร 02-354-7987 ในวันและเวลาราชการ

4. วังวรดิศ

วังวรดิศ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 บนที่ดินของเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระมารดาของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยสร้างจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นค่าก่อสร้างรวม 50,000 บาท ออกแบบโดย ดร.คาร์ล ซิกฟรีด ดอห์ริง นายช่างชาวเยอรมัน สร้างขึ้นสมัยปลายรัชกาลที่ 5 แต่แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6

ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตก เป็นอาคาร 3 ชั้น รูปตัวแอล หลังคาจั่วปาดมุมทรงสูงหักมุมตอนปลาย มุงกระเบื้องดินเผา หน้าต่างทำเป็นซุ้มโค้งและสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหน้าต่างบานเล็กบนหลังคาด้านหน้าและบริเวณข้างบ้านเพื่อระบาย อากาศตามแบบการสร้างบ้านของยุโรป พื้นทำจากไม้ ภายในตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและลวดบัวปูนปั้น ตามแบบสถาปัตยกรรมแบบ Art Nouveau เดิมเป็นพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ?บิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย ปัจจุบันใช้จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์และหอสมุด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

รายละเอียดการเข้าชม

- เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30?16.30 น.

- ปิดวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ

5. วังสวนผักกาด

วังสวนผักกาด เป็นอาคารเรือนไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ 6 ไร่ ประกอบด้วยเรือนไทยโบราณ 8 หลัง เรือนหลังที่ 1-4 จัดเป็นหมู่เรือนไทย โดยเรือนหลังแรกมีสะพานเชื่อมไปสู่เรือนหลังที่ 2 หลังที่ 3 และหลังที่ 4 ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ตามลำดับ ส่วนเรือนหลังที่ 5-8 ปลูกอยู่ห่างกันทางทิศตะวันตก ซึ่งวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ประทับของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร (เทวกุล)

ปัจจุบันเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมศิลปะและโบราณวัตถุที่ทรงรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่สืบทอดมาจาก จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ทูลกระหม่อมบริพัตร ฯ) ต้นราชสกุลบริพัตร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ภายหลังจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2502 หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ได้มอบให้วังสวนผักกาดอยู่ในความดูแลของ มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดตั้งแต่นั้นมา

รายละเอียดการเข้าชม

- เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา : 09.00 -16.00 น.

- ค่าเข้าชม : คนไทย 50 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท